“กีโต้” เปิดตัว “เป๊ก ผลิตโชค” แบรนด์พรีเซนเตอร์คนใหม่!

“กีโต้” เปิดตัว “เป๊ก ผลิตโชค” นักร้อง ชื่อดัง เป็นพรีเซนเตอร์ครั้งแรก พร้อมอวดโฉมรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่สุดพิเศษ 3 รุ่น 3 สไตล์ ให้ทุกก้าวคือความมั่นใจ ด้าน “พิศาล” ผู้บริหารฝ่ายการตลาด เผยตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 15-20 % ต่อปี

กีโต้  “KITO” ผลิตภัณฑ์รองเท้าแตะชั้นนำ ได้เปิดตัว “เป๊ก ผลิตโชค” นักร้อง ชื่อดัง เป็นพรีเซนเตอร์ครั้งแรก พร้อมเปิดตัวรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่สุดพิเศษ 3 รุ่น 3 สไตล์  ให้ทุกก้าวคือความมั่นใจ กับนิยามล่าสุด “สร้างทุกก้าวให้แตกต่าง เท่อย่างมีสไตล์”

“นายพิศาล กิจกำจาย” ผู้บริหารฝ่ายการตลาด เปิดเผยว่า วันนี้นอกจากจะเปิดตัว  “เป๊ก ผลิตโชค” เป็นพรีเซนเตอร์ครั้งแรกแล้วในงานเดียวกันนี้ทาง กีโต้ ยังมีรองเท้า  “KITO Exclusive Collection” คอลเลคชั่นใหม่ 3 รุ่น พร้อมกันในงานเดียว โดยเราให้ชื่อรุ่นว่า Walk, Move และ Flow 

รุ่น Walk รองเท้าแตะหนีบที่ออกแบบมาเพื่อความสบายโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่สไตล์ให้แตกต่าง มาพร้อมกับ 10 เฉดสีสนุกๆ ให้เลือกสรร

รุ่น Move รองเท้าแตะสวมใส่สบาย ที่จัดเต็มกับ 8 เฉดสีโดนใจคนรุ่นใหม่ ให้ทุกความเคลื่อนไหว กลายเป็นความเท่และความคล่องตัว

รุ่น Flow รองเท้ารัดส้น ที่ให้คุณพร้อมลุยทุกสถานการณ์ โดดเด่นด้วย 5 เฉดสี ไม่ซ้ำใคร ให้ทุกสายตาจับจ้องเมื่อคุณเริ่มย่างก้าว

โดยไฮไลท์ของงานในครั้งนี้ ยังมีการฉาย TVC ตัวใหม่ล่าสุดของรองเท้า KITO ให้ได้รับชมพร้อมกันทั้งในงานและทางสื่อ Online เป็นครั้งแรกอีกด้วย นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังได้นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ คือ แคมเปญ “กีโต้เท่สร้างโชค” ซึ่งอัดแน่นมาเอาใจคนไทย ให้ร่วมสนุกง่ายๆ เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ทั้งรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์สุดหรู, รถมอเตอร์ไซค์ และทองคำ มูลค่ารางวัลรวมกว่า 3.6 ล้านบาท ให้ได้ลุ้นกันถ้วนหน้ากว่า 160 รางวัล โดยแคมเปญเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่  7 กุมภาพันธ์  ถึง 7 พฤษภาคม 2563 นี้


นายพิศาล ยังเปิดเผยด้วยว่า บริษัทกีโต้มียอดขายติด 1 ใน 3 และขายลูกค้าทั่วประเทศ  ขณะเดียวกันไปบุกตลาดต่างประเทศนานนับ 10 ปีแล้วประมาณ 40-50 ประเทศ ในปัจจุบันแม้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว ทั้งจากปัญหาค่าเงินบาท การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะแบบตลาดรองเท้าหรือรองเท้าแตะ ตนมองว่า ยังมีโอกาสเติบโตไปได้  ซึ่งกีโต้มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น อายุ 18-30 ปี และเน้นลูกค้ากลุ่มกลาง​ ซึ่งหมายถึงวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบ และเพิ่งเริ่มทำงานช่วงต้นๆ ค่อนข้างมีอิทธิพลในการเลือกซื้อแบรนด์ มีกำลังซื้อ และมีพลังต่อโลกออนไลน์สูง จึงได้โฟกัสลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก 

โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนหันมาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น แต่การสั่งซื้อออนไลน์ของกีโต้ยังมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างน้อย ถ้าเทียบกับยอดขายทางบริษัท โดยยอดขายออนไลน์มีการเติบโตมา 5-10 เท่าต่อปี

“เรามีการขายออนไลน์มานานแล้ว ตั้งแต่ออนไลน์เริ่มบูม เริ่มเป็นกระแส เรามาก่อนบริษัทอื่น และเราไม่ได้รับผลกระทบ เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ซื้อของตามห้าง ก็มาซื้อสินค้าออนไลน์  โดยมองว่า แค่เปลี่ยนสัดส่วนเท่านั้น ซึ่งทางกีโต้ไม่ได้รับผลกระทบ

ส่วนเรื่องพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคนั้น  ส่วนตัวมองว่า อยู่ที่ช่วงอายุของผู้บริโภคมากกว่า นอกจากนี้การซื้อรองเท้าออนไลน์จะยากกว่าพวกเสื้อผ้า เพราะมีสี มีขนาด ซึ่งหากหลวม หรือคับ ใส่ไม่พอดีจะเจ็บเท้าได้ จึงยังมีกลุ่มคนที่ซื้อของแบบเดิมๆ อยู่ แต่ก็มีคนกลุ่มใหม่ที่เขายอมรับและซื้อของออนไลน์”

นายพิศาลกล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานนั้นจะเน้นทำแบบ 3 เดือน 6 เดือน  ด้วยเป็นสินค้าแฟชั่น เปลี่ยนกระแสเร็ว ความรู้สึกเปลี่ยนเร็ว บางคนชอบแบบนี้ ผ่านไปวันสองวันอาจจะเปลี่ยนใจ ไม่ชอบแล้วก็ได้ จึงโฟกัสไปในระยะสั้นๆ และทุ่มเทกับมันในระยะสั้น  ต้องคิดให้เร็ว คิดให้ต่าง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

สำหรับการที่ทางกีโต้ เลือก “เป๊ก ผลิตโชค” เป็นพรีเซนเตอร์นั้น เนื่องจาก “เป๊ก ผลิตโชค” มีความเหมาะสม ซึ่งไลฟ์สไตล์ของเป๊กเหมาะกับกีโต้ มีภาพลักษณ์ดูเท่เหมือนสโลแกนที่วางไว้ คือ “เท่สร้างได้”

“เขาดูมีพลัง มีอิทธิพลต่อสื่อกระแส ต่อโลกโซเชียล ทำให้ช่วยผลักดันแบรนด์ของเราได้ดี รวมทั้งมีนิสัยน่ารักและเฟรนลี่ ลุคในการแต่งตัวก็ได้และบวกกับความสามารถอีก ร้องเพลงก็เพราะอีก เขามีหลายๆอย่างที่ตอบโจทย์ต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์เรา และด้านยอดขายคุณเป๊กน่าจะตอบโจทย์สร้างยอดขายให้เราได้เช่นกัน”

ทั้งนี้คาดหวังยอดขายรวมของบริษัทในปี 2563 นี้จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 15-20% ต่อปี  โดยระมัดระวังกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ขณะที่ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในขณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดตามห้างบ้าง เนื่องจากคนเดินห้างน้อยลง ซึ่งจะต้องไปผลักดันด้านออนไลน์เพิ่ม 

สำหรับผลิตภัณฑ์รองเท้าที่ขายดีที่สุดของกีโต้ได้แก่ รองเท้าแตะหนีบ และรองเท้าแตะสวม โดยมียอดขายใกล้เคียงกัน อยู่ที่คนชอบมากกว่า ด้านรองเท้ารัดส้นตนได้พยายามผลักดันเช่นกัน  เพราะเรามองว่า เราทำได้ดี แต่รองเท้ารัดส้นป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้มีทุกคนที่ชอบรองเท้ารัดส้น  ในขณะที่รองเท้าแตะหนีบกับรองเท้าแตะสวม คนส่วนใหญ่จะนิยมและจะใช้ในชีวิตประจำวัน  โดยยอดขายรองเท้าแตะหนีบจะอยู่ที่ 40% รองเท้าแตะสวมจะอยู่ที่ 40% และรองเท้ารัดส้นจะอยู่ที่ประมาณ 20%

You may also like...