วช.ชู “TLO”ดันวิจัยสู่ตลาด
หวังรายได้เพิ่ม20เท่าใน3ปี

 

ศ.กิตติคุณ นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)เป็นประธานงานสัมนา“การพัฒนา TLO เพื่อการผลักดันงานวิจัยออกสู่ตลาด” ภายใต้โครงการ “ไทยคิด ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ (Thai KIID)” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “งานวิจัยไทย ไทยคิด ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” ระบุ ไทยมีแล้ว ” TLO” แม้ยังอ่อนแอ ผันวิจัยสู่รายได้หลักกว่า 100 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มอย่างน้อย 20 เท่าใน 2-3 ปี

 

ศ.กิตติคุณ นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการวช.เปิดเผยว่า ในสมัยหนึ่งงานวิจัยไทยถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” คือ เมื่อวิจัยเสร็จแล้วไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นการทำวิจัยเพื่อเก็บ สาเหตุมาจากผลงานเป็นวิชาการมากเกินไปและเป็นเรื่องที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงได้ ทั้งในด้านสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จากเหตุดังกล่าวทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

 

“ยังมีอุปสรรคอยู่มากหรือที่เรียกว่า “หุบเหวแห่งความตาย” Valley of Death เพื่อนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง แต่จำเป็นต้องก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้ ซึ่งประเทศจะพัฒนาอย่างยั่งยืน ก้าวข้าม Valley of Death ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะผลิตงานได้ดีกว่าประเทศอื่นและความมั่งคั่งของประเทศจะเกิดได้ ต้องมุ่งพัฒนาประเทศสู่ “เศรษฐกิจฐานความรู้” ซึ่งหมายถึง ต้องคิดสร้างสรรค์และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ไม่เพียงรับผลิตหรือประกอบชิ้นส่วน รวมถึงการคิดหาวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว”

 

20150831152826_resized

 

ศ.กิตติคุณ นพ. สุทธิพรกล่าวต่อว่า ในการปฏิรูประบบวิจัย การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เป็นมิติที่มีความสำคัญมาก การสัมมนาในวันนี้เป็นการหารือ แบ่งปันความคิดเห็น ความล้มเหลว ในเรื่องการผลักดันงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ที่ต้องอาศัยหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน การร่วมระบุปัญหาและแนวทางพัฒนา รวมถึงการส่งต่อผลงานวิจัยให้แก่หน่วยปฏิบัติหรือ TLO เพื่อจัดการสู่การใช้ประโยชน์ ทำให้งานวิจัยถูกใช้อย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้ในทางเศรษฐศาสตร์ โดยมีเป้าหมายใหญ่คือ เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ”

 

ทั้งนี้เลขาธิการวช.อธิบายว่า  “TLO” ย่อมาจาก Technology Licensing Office เป็นสำนักงานถ่ายทอดและให้สิทธิ์ในการใช้เทคโนโลยี  เพื่อนำไปสู่การผลิต โดยเป็นหน่วยงานที่มาช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในระบบวิจัย ให้ผลงานวิจัยไม่อยู่บนหิ้ง ทำให้งานวิจัยสามารถนำออกสู่ตลาดได้ หรือเป็นหน่วยงานที่นำงานวิจัยส่งต่อให้กับภาคอุตสาหกรรมนั่นเอง

 

ที่ผ่านมาไทยมีการศึกษาเรื่อง TLO มานาานและปัจจุบันมี TLO แล้วตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แต่ยังมีการพัฒนาไม่ดีนักและมองว่า ยังมีความอ่อนแอ  เพราะต่างคนต่างทำ นอกจากนี้TLO ยังต้องประกอบด้วยคณะบุคคลหลายสิบคนที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ต้องมีความรู้ด้านกฎหมาย โดยเฉพาะด้านทรัพย์สินทางปัญญา ด้านเทคโนโลยี ด้านการค้าและการตลาดและด้านวิศวกรรม เป็นต้น

 

“ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ซึ่งการพัฒนา TLO เป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้งานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ได้ โดยปัจจุบัน TLO ที่มีอยู่สามารถถ่ายทอดหรือส่งต่องานวิจัยให้เอกชนไปสร้างรายได้ไม่มาก เพียงกว่า 100 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าที่ควรจะเป็น”

 

เลขาธิการวช.กล่าวต่อว่า สำหรับวช.ที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนระบบวิจัยได้ให้ TLO ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีเช่นกัน  คาดหวังว่า จะสามารถผลักดันให้งานวิจัยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เท่าภายในระยะเวลา 2-3 ปี เนื่องจากระบบนิเวศน์เริ่มเอื้อ โดยจากการทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) มีงานวิจัยที่ตรงเป้าหมายจำนวนมาก เอกชนที่รับไปทำจะมีรายได้เป็นหลักร้อยล้านและยังถือเป็นความภูมิใจ เพราะเงินอยู่ในประเทศ มีหลายอย่างที่ไทยทำได้ โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับยางพาราและด้านเครื่องมือแพทย์

 

“ไทยนำเข้าเครื่องมือแพทย์ราว 400,000 ล้านบาทต่อปี เราผลิตเองที่สามารถขายได้นับแสนล้าน แต่ถ้าเรามีเทคโนโลยีเป็นของเราเอง อาจจะขายได้เป็น 2 เท่า ส่วนกรณี ยางพารา ไทยมีรายได้ปีละ 400,000 ล้านบาท แต่ 85% เป็นการขายน้ำยางดิบที่ได้เงินเพียงครึ่งเดียว แต่อีก 15% ซึ่งขายเป็นผลิตภัณฑ์ได้เงินมากถึง 200,000 ล้านบาทเท่ากัน หากมีการถ่ายทอดงานวิจัยให้เอกชนทำจะช่วยเพิ่มรายได้อีก เช่น หากให้เอกชนสร้างผลิตภัณฑ์เพิ่ม 5% ก็จะสร้างรายได้เพิ่มมาอีกประมาณ 70,000 ล้านบาท”

 

 

 

You may also like...