สอวช. กระตุกให้คิด ชวนมองอนาคตอาหารไทย เสริมเกราะความมั่นคงทางอาหาร รับมือวิกฤติโลก–สงครามการค้า
สอวช. กระตุกให้คิด ชวนมองอนาคตอาหารไทย เสริมเกราะความมั่นคงทางอาหาร รับมือวิกฤติโลก–สงครามการค้า ดันวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้านเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต หลายภูมิภาคทั่วโลกต่างเร่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ที่ถือเป็นหนึ่งในอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ และตัวชี้วัดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจระดับมหภาค เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก จึงจำเป็นต้องยกระดับอุตสาหกรรมอาหารจากระบบการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ตระหนักถึงความสำคัญของการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนดังกล่าว จึงได้มีการผลักดันยุทธศาสตร์ “Future Food” หรือ อาหารแห่งอนาคต ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ และอาหารเฉพาะบุคคล รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนของประเทศ (Protein Transition) เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงจาก Supply Chain Disruption ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติหรือสงคราม ซึ่งอาจทำให้การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดจากต่างประเทศขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “Plant-Rich Food System” หรือระบบอาหารพืชนำ ที่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศได้เกือบทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย
ดร.สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ Future Food สอวช. ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ อาหารเฉพาะบุคคล โปรตีนทางเลือก รวมถึงอาหารพืชนำ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ การจัดทำบัญชีสารสำคัญ (Positive List) สำหรับรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพบนฉลากอาหาร ซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนากลไกแซนด์บ็อกซ์ด้านอาหารอนาคต เพื่อสนับสนุนการทดสอบและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน สอวช. ยังผลักดันแนวคิด Plant-Rich Diet เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ โดยมุ่งพัฒนาพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ ให้เป็นคลังอาหารสำรองของประเทศ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหากประชากรไทยเพียง 10% ปรับพฤติกรรมมาบริโภคอาหารแบบ Plant-Rich Diet จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตอาหาร


ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไป สอวช. มีแผนเร่งขยาย Positive List เพิ่มกว่า 20 รายการ พร้อมพัฒนากลไก คอนซอร์เทียมด้านเทคโนโลยีการสกัดและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้านอาหารอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศ

“ปัจจุบันอุตสาหกรรม Future Food ของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดภายในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2570 จะเพิ่มเป็น 220,000 ล้านบาท และ 280,000 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค การขับเคลื่อน Future Food จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของโลกในยุควิกฤติ ทั้งจากสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต” ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

