มข. จับมือ เซนต์ บิวตี้ ลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยี “สารสกัดสับปะรดปัตตาเวีย” ปั้นเวชสำอางเชิงพาณิชย์
มข. จับมือ เซนต์ บิวตี้ ลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยี “สารสกัดสับปะรดปัตตาเวีย” ปั้นเวชสำอางเชิงพาณิชย์ ยกระดับรายได้เกษตรกรศรีเชียงใหม่

หนองคาย – เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีลงนามความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีกรรมวิธีในการสกัดสารสกัดจากสับปะรด ให้แก่บริษัท เซนต์ บิวตี้ คอสเมติก (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยกระดับผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมเวชสำอาง และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่จังหวัดหนองคาย

ภายในพิธีนำโดย ผศ.ดร.สุนทรี บูชิตชน คณบดีคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย ผศ.ดร.มัลลิกา จันทรังษี นักวิจัยผู้พัฒนางานวิจัย ร่วมลงนามกับ นายธนวัฒน์ เจริญนิเวศนุกูล ประธานกรรมการ และ นางอรประภา พรมรังฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนต์ บิวตี้ คอสเมติก (ประเทศไทย) จำกัด ท่ามกลางคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้อง
ผศ.ดร.มัลลิกา จันทรังษี เปิดเผยว่า งานวิจัยสารสกัดจาก “สับปะรดปัตตาเวียศรีเชียงใหม่” ซึ่งเป็นสินค้า GI และพืชเศรษฐกิจสำคัญของอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูง มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพเด่น สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (พรีมิกซ์) สำหรับผลิตเวชสำอางได้หลากหลาย ทั้งเซรั่ม สบู่ โลชั่น และครีมบำรุงผิว
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นการสร้าง ‘หนองคายโมเดล’ ที่แข็งแกร่ง โดยนักวิจัยทำหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีและควบคุมมาตรฐานการผลิตสารสกัด ขณะที่เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าสับปะรดตกเกรดให้กลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง และภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบคุณภาพจากชุมชนไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน” ผศ.ดร.มัลลิกา กล่าว
“หัวใจสำคัญคือการสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” ผศ.ดร.มัลลิกา กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนางอรประภา พรมรังฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนต์ บิวตี้ คอสเมติก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเวชสำอางภายใต้แบรนด์ “ชีววิถี” และ “Sense” กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และในปีนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล โดยที่ผ่านมา บริษัทได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมในเวทีระดับโลก สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
“บริษัทมีนโยบายสนับสนุนชุมชน ด้วยการรับซื้อวัตถุดิบสมุนไพรจากเกษตรกรทั่วประเทศเพื่อนำมาต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำงานวิจัยไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มีมูลค่าสูง พร้อมสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางอรประภา กล่าว
นอกจากนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว บริษัทได้นำสารสกัดสับปะรดไปทดลองพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “เซรั่มสับปะรด” โดยทดสอบในกลุ่มตัวอย่าง พบว่าให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจมาก สามารถช่วยให้ฝ้า กระ และจุดด่างดำดูจางลง พร้อมช่วยให้ผิวพรรณแลดูกระจ่างใสขึ้น สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เวชสำอางเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรรม ที่สามารถยกระดับสินค้าเกษตรท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

