“ศ.ดร.ยศชนัน” ชู MOIP พลิกโฉมนโยบาย อววน. ไทย
“ศ.ดร.ยศชนัน” ชู MOIP พลิกโฉมนโยบาย อววน. ไทย สอวช. เปิดเวทีประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะครั้งแรก ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะของ สอวช. ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉมประเทศไทยด้วย Mission-Oriented Innovation Policy (MOIP)” หรือ “The 1st NXPO Public Policy Conference: Thailand Strategic Leap through MOIP” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุม ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายของประเทศเข้าร่วมกว่า 200 คน

https://vt.tiktok.com/ZSC99vjbQ
ศ. ดร. ยศชนัน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้นโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นภารกิจ (MOIP) เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สอวช. มีแนวทางปรับการจัดทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำแนวคิด MOIP มาใช้สนับสนุนการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศผ่านภารกิจที่ชัดเจน และเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานความรู้ งานวิจัย และศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ต้องนำองค์ความรู้ที่มีมาต่อยอดให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จริง โดยศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้ MOIP เพื่อยกระดับประเทศและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งการกำหนดภารกิจที่ชัดเจนจะช่วยให้ประเทศมองเห็นว่าต้องพัฒนางานวิจัยด้านใด ต้องการกำลังคนประเภทใด ต้องดึงดูดการลงทุนเท่าใด และต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ มี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- การรับมือการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของโลก (Tech War) ผ่านการพัฒนา AI, Semiconductor, Advanced Manufacturing, Robotics และการยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม
- การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการขับเคลื่อน Circular Economy, Green Energy, Space Economy รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศ ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
- การรองรับสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผ่านการพัฒนา Wellness Economy, Precision Medicine, Future Food และ Creative Economy เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนนโยบายจะต้องอาศัยการบูรณาการของทุกกระทรวง การใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่หลากหลาย การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการวัดผลกระทบ เพื่อให้สามารถปรับนโยบายได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการวิจัยของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพงานวิจัย ระบบการให้ทุน และมาตรฐานการดำเนินงานของประเทศ รองรับความร่วมมือกับนักวิจัยและองค์กรระดับนานาชาติในอนาคต
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยต้องเปิดกว้างสู่ความร่วมมือกับนานาชาติ เชื่อมโยงหน่วยงานไทยกับเครือข่ายระดับโลก เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมแสดงความหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับนโยบาย อววน. ของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ รวมทั้งเปิดเวทีหารือระหว่างหน่วยงานนโยบายสำคัญของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำแนวคิด MOIP มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575
ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมระดับโลก ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ อาทิ Philippe Larrue จาก OECD บรรยายในหัวข้อ “MOIP: Global Lessons on Mission Design, Governance, and Delivery” พร้อมด้วย Mariana Mazzucato จาก University College London ผู้บุกเบิกแนวคิด Mission-Oriented Innovation Policy บรรยายพิเศษในหัวข้อ “From Ambition to Implementation: Missions, Portfolios, and Government Capacity”
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ได้แก่ Hazami Habib จาก Academy of Sciences Malaysia และ Benjamin Kumpf และ Charles McIvor จาก OECD ในประเด็น “What Good MOIP Looks Like in Practice” เพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายเชิงพันธกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงบ่ายเป็นการเสวนาระดับนโยบายว่าด้วยการประยุกต์ใช้ MOIP ในบริบทประเทศไทย โดย ดร.สุรชัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายอธิพงศ์ หิรัญเรืองโชค และนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ซึ่งเป็นผู้แทนหน่วยงานด้านยุทธศาสตร์และการปฏิรูประบบราชการของประเทศ รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “Thailand’s MOIP: What it should look like and how to make it work” ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ได้แก่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล และ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ เพื่อร่วมกันเสนอแนวทางการกำหนด “ภารกิจสำคัญของประเทศ” ที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
การจัดประชุมวิชาการครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ สอวช. ในการสร้างพื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะ และวางรากฐานการใช้แนวคิด MOIP ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ และยกระดับบทบาทของระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

