สอวช. เดินหน้าดัน “วิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย”
สอวช. เดินหน้าดัน “วิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย” เสนอคู่มือ–ปลดล็อกกฎระเบียบ เปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมสู่ธุรกิจแก้ปัญหาประเทศอย่างยั่งยืน
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ “คู่มือและการปรับปรุงระเบียบเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย” หรือ University Social Enterprise: USE ระดมผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายและกลไกสนับสนุน เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปแก้ปัญหาสังคมและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ สอวช. และผ่านระบบออนไลน์

ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีภารกิจสำคัญด้านการบริการวิชาการและรับใช้สังคม ขณะที่ USE เป็นการบริหารงานเชิงธุรกิจซึ่งมุ่งประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและสร้างรายได้หมุนเวียนให้การแก้ปัญหาสังคมดำเนินต่อเนื่องได้
สอวช. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดทำคำนิยามและคู่มือการจัดตั้ง USE และร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดทำแนวทางปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินงาน
“ที่ผ่านมา สอวช. ผลักดัน University Holding Company เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งการพาณิชย์และ Deep Tech เป็นหลัก ครั้งนี้จึงต้องการขยายไปสู่ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำความรู้และนวัตกรรมไปสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนได้มากขึ้น” ดร.สิริพร กล่าว
นางสาวสิรินพร แดงพ่วง ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย สอวช. ระบุว่า ข้อมูลจากรายงาน The State of Social Enterprise: A Review of Global Data ปี 2024 พบว่า ทั่วโลกมีวิสาหกิจเพื่อสังคมกว่า 10 ล้านกิจการ จ้างงานประมาณ 200 ล้านตำแหน่ง และสร้างรายได้รวมถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มากกว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก

สำหรับประเทศไทย USE สามารถช่วยรับมือโจทย์สำคัญ ทั้งการจ้างงานคนพิการ การดูแลผู้สูงอายุ ความมั่นคงทางอาหาร การแก้ปัญหาความยากจน และเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยตัวอย่างจากสหราชอาณาจักรซึ่งมีกฎหมาย Community Interest Company (CIC) และกลไก “Asset Lock” กำหนดให้กำไรส่วนใหญ่กลับสู่พันธกิจสาธารณะ ส่งผลให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม 131 แห่ง จากมหาวิทยาลัยกว่า 40 แห่ง
USE จึงเป็นรูปแบบบริการวิชาการที่มหาวิทยาลัยสามารถจัดตั้ง ถือหุ้น หรือร่วมลงทุนกับภาคเอกชนและชุมชน โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นเป้าหมายหลัก มีรายได้นอกเหนือจากงบประมาณภาครัฐ และบริหารจัดการผ่านนิติบุคคลอย่างคล่องตัว
ผศ.ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ มจธ. ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดทำคู่มือ USE กล่าวว่า USE หมายถึงกิจการที่มหาวิทยาลัยจัดตั้ง ถือหุ้น ร่วมลงทุน หรือสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อนำความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพยากรของมหาวิทยาลัยไปแก้ปัญหาและสร้างผลกระทบทางสังคมอย่างยั่งยืน
คู่มือดังกล่าวกำหนดเกณฑ์ประเมินความพร้อมของมหาวิทยาลัย 4 ด้าน ได้แก่
- พันธกิจทางสังคมที่ชัดเจน
- โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน
- ระบบนิเวศของมหาวิทยาลัย
- การสนับสนุนเชิงนโยบายและความชอบธรรมเชิงสถาบัน
พร้อมแบ่งระดับพัฒนาการของ USE เป็น 3 ระยะ คือ ระยะเริ่มต้นที่อาจดำเนินงานในรูปบริการวิชาการ ระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อพิสูจน์แนวคิดและพัฒนาโมเดลรายได้ และระยะขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ ซึ่งมีความพร้อมด้านธรรมาภิบาล แผนธุรกิจ และผลกระทบทางสังคม

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยควรพัฒนาระบบนิเวศสนับสนุน 6 ด้าน ได้แก่ กำหนด USE เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และมีผู้บริหารระดับสูงรับผิดชอบ ออกแบบโครงสร้างนิติบุคคลให้เหมาะสม วางระบบกำกับดูแลไม่ให้พันธกิจทางสังคมถูกลดทอนด้วยเป้าหมายกำไร จัดตั้ง USE Incubator และ Shared Platform พัฒนากลไกเงินทุนและนโยบายสร้างตลาด รวมถึงเชื่อมโยง USE กับเครือข่ายสนับสนุนภายนอก
ด้านบุคลากร มหาวิทยาลัยอาจจัดทำ University SE HR Sandbox เปิดทางให้อาจารย์ทำงานใน USE โดยยังคงสถานภาพ เงินเดือน และสวัสดิการ รวมทั้งนับงาน USE ทดแทนภาระงานสอนหรือวิจัย และเชื่อมผลงานเข้าสู่เส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาการ โดยประเมินทั้งคุณค่าทางวิชาการ ความสำเร็จทางธุรกิจ และผลกระทบทางสังคม
ด้าน ผศ.ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอร่างแนวทางปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่คุณสมบัติและการรักษาสถานะวิสาหกิจเพื่อสังคม สิทธิประโยชน์และการระดมทุน อำนาจของมหาวิทยาลัยในการจัดตั้งหรือลงทุนในกิจการ การปฏิบัติงานของบุคลากร การใช้ทรัพย์สิน การจัดซื้อจัดจ้าง ทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนกรอบกำกับดูแล USE

ที่ประชุมเห็นว่า USE จะช่วยยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยในการใช้วิชาการแก้ปัญหาประเทศ โดยเสนอให้เผยแพร่แนวทางไปยังอาจารย์และมหาวิทยาลัยที่ดำเนินงานด้านนี้อยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า USE ต้องมีพันธกิจทางสังคมที่ชัดเจน บุคลากรมีทั้งแรงบันดาลใจ ทัศนคติ และทักษะที่เหมาะสม ตลอดจนมีเครื่องมือทางการเงิน ผู้ขับเคลื่อนหลัก และการจัดตั้ง USE Consortium เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน
ระยะต่อไป สอวช. จะนำข้อเสนอทั้งหมดไปปรับปรุงคู่มือและข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อมพิจารณากลไกและมาตรการปลดล็อกข้อจำกัด เพื่อพัฒนาต้นแบบที่ขยายผลได้ และสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยไทยจัดตั้งและขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคมเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

