สธ.เตรียมมาตรการเข้มรองรับสงกรานต์ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด

สธ.เตรียมมาตรการเข้มรองรับสงกรานต์ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด รุกแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ บังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้อสม. คัดกรองสกัดคนเมาออกนอกท้องถนนที่ด่านชุมชน เตรียมทีมกู้ชีพฉุกเฉิน 8,255 หน่วย สสส.ย้ำ “ดื่มไม่ขับ-สวมหมวกกันน็อก-ขับไม่เกิน 80” ทุกครั้งที่ล้อหมุน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายยงยุทธ นาคแดง รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และดร.นพ.​ไพโรจน์​ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ แถลงข่าวการเตรียมการรองรับเทศกาลสงกรานต์ 2564 กระทรวงสาธารณสุข “สงกรานต์สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด”

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2564 ประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์โรคโควิด 19 ศบค. ได้กำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมงานบุญตามประเพณีสงกรานต์ ภายใต้สโลแกน ริน รด พรม ใส่หน้ากาก ไม่สาดน้ำ และเดินทางข้ามจังหวัดกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวได้ เพื่อให้เกิดความสมดุล ทั้งระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด โดยให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด พิจารณาความเหมาะสมในการจัดกิจกรรม เข้มมาตรการป้องกันการแพร่กระจายโรคโควิด 19 รวมทั้ง สธ.จะเสนอ ศบค.ให้พิจารณาปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ และสถานประกอบการอาบ อบ นวด ซึ่งเป็นสถานที่เสี่ยงสูง มีการแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย ในจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อและจังหวัดที่มีความเสี่ยง เช่น เป็นทางผ่าน หรือเมืองใหญ่ 41 จังหวัด

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ป้องกันลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากมีการเดินทางใช้รถใช้ถนนมากกว่าช่วงปกติ โอกาสเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ และเสียชีวิตจึงมากขึ้นเป็น 2 เท่า โดยกำชับให้ อสม.ทั่วประเทศ คัดกรองผู้ขับขี่ที่ดื่มแล้วขับที่ด่านชุมชน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ออกไปขับรถบนถนน

เนื่องจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักเกิดในถนนรอง เป็นรถจักรยานยนต์มากที่สุด มีสาเหตุจากดื่มแล้วขับสูงกว่าร้อยละ 40 รวมถึงเปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) ที่ส่วนกลางและจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์ประสานและสนับสนุนการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการให้หน่วยงานและโรงพยาบาลในสังกัดสนับสนุนการทำงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เตรียมความพร้อมศูนย์รับแจ้งเหตุ และเตรียมหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทุกระดับ 8,255 หน่วย​ รถปฏิบัติการฉุกเฉิน 20,338 คัน รวมทั้งหน่วยปฏิบัติการทางอากาศและทางเรือ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินทุกระดับ 164,795 คน

จัดหน่วยกู้ชีพระดับพื้นฐานและหน่วยปฏิบัติการระดับสูงประจำบนเส้นทางถนนสายหลักที่มีจุดตรวจ/จุดบริการอยู่ห่างกันมาก เพื่อดูแลรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว กรณีบาดเจ็บ/เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชั่วโมงแรก ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่

ดำเนินการเจาะเลือดตรวจระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุ ตามการร้องขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีที่ไม่สามารถเป่าลมหายใจผ่านเครื่องตรวจได้ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่เน้นมาตรการป้องกันโควิด 19 ทุกครั้งที่ลงปฏิบัติงาน ณ จุดเกิดเหตุ และในโรงพยาบาล

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในทุกเทศกาลยังพบร้านค้ากระทำผิด ทั้งขายสุราในสถานที่และเวลาห้ามขาย ขายให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี จึงเดินหน้าทำงานในเชิงรุก โดยช่วงก่อนเทศกาลมีการออกตรวจเตือน/ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ช่วงเทศกาลบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศอย่างเข้มข้น และขอให้ประชาชนเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องดูแลผู้กระทำผิดกฎหมาย

ถ้าพบเห็น เช่น ขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปั๊มน้ำมัน สถานที่ราชการ สถานศึกษา ศาสนสถาน สวนสาธารณะของทางราชการ ขายในเวลาห้ามขาย เร่ขาย และโฆษณาส่งเสริมการขาย ให้โทรศัพท์แจ้งได้ที่ศูนย์ร้องเรียนบุหรี่และสุรา สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค หมายเลข 0-2590-3342 หรือสายด่วน 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคยังได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดทำโครงการขับขี่ปลอดภัย มั่นใจไร้แอลกอฮอล์ โดยกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก สนับสนุนค่าตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดทุกราย ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยตรวจแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุแล้วทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยวิธีเป่าลมหายใจผ่านเครื่องตรวจ หากไม่สามารถเป่าได้ให้ตำรวจส่งตัวผู้ขับขี่ไปโรงพยาบาลเพื่อเจาะเลือดตรวจแอลกอฮอล์ เพื่อนำผลตรวจไปประกอบสำนวนคดีตามกฎหมายต่อไป

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า การรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2564 ได้ดึงพลังภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม คือ อสม.ในการตั้งด่านชุมชน คัดกรองผู้มีอาการมึนเมาในขณะขับขี่ยานพาหนะช่วง 7 วันอันตราย (10 – 16 เมษายน 2564) ตามแนวทางประเมินอาการมึนเมาสุราเบื้องต้น พร้อมบันทึกข้อมูลและรายงานผลการดำเนินงานคัดกรองแก่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาและกำหนดแนวทางการดำเนินการด่านชุมชนให้ตอบโจทย์การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังประสานความร่วมมือสถานพยาบาลเอกชนเตรียมความพร้อมให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินและฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใน 72 ชั่วโมงแรก ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ โดยจะส่งพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจความพร้อมของสถานพยาบาลเอกชน ทั้งด้านมาตรฐานของสถานพยาบาลและความพร้อมในการคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เพื่อป้องกันการปฏิเสธหรือเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ สสส. รณรงค์ “คิดถึง…กลับให้ถึง อย่างปลอดภัย” เน้นมาตรการ “ดื่มไม่ขับ สวมหมวกกันน็อก และขับไม่เกิน 80” โดยใช้พลังของความคิดถึงเตือนสติในการขับขี่และใช้รถใช้ถนน เพื่อให้เดินทางให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย โดยร่วมกับตำรวจภูธรภาค 4 จัดอาสาสมัครจราจรหญิง มีสมาชิกว่า 2,000 คน ใน 12 จังหวัด ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว เป็นผู้ช่วยสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยในชุมชน ร่วมตั้งด่านชุมชน ตรวจเตือนคนที่ดื่มแล้วขับขี่ในชุมชน และส่งเสริมให้มีการสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งเมื่อขับขี่ และร่วมกับเครือข่ายลดอุบัติเหตุ มูลนิธิเมาไม่ขับ เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ 100 เครือข่ายทั่วประเทศ สนับสนุนการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ให้กวดขันมาตรการ “ดื่มไม่ขับ” สนับสนุนให้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในเลือด กรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้วมีผู้เสียชีวิตทุกกรณี

“ที่น่าห่วงคือ ในช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์นี้ มีสัญญาณว่าอาจมีการตั้งวงดื่มเพิ่มขึ้น จึงขอความร่วมมือประชาชนงดกิจกรรมเสี่ยงทุกชนิด เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งโควิด-19 และเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อในปอดถึง 2.9 เท่า รวมถึงหาก “ดื่มแล้วขับ” จะสร้างความสูญเสียอีกมาก” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

You may also like...