เรื่องจริงต้องรู้…/ช. พิทักษ์.. บุญที่สหรัฐอเมริกาทำไว้กับโลก (1)

เอาละ ๆ ว่ากันให้ตรงประเด็น ไม่ต้องอ้อมค้อมเขียนถึงวิกฤติอากาศโลก เพราะสถานการณ์เลวร้ายได้พ้นไปแล้ว พ้นพร้อมกับวิกฤติโควิด-19  โลกหนอโลกไปทำบาปอะไรไว้ ถึงต้องชดใช้กรรมหนักขนาดนี้

ก็ขอแก้จากคำว่า “คุณประโยชน์” คำที่ใช้ก่อนหน้าเมื่อพูดถึงสิ่งดี ๆ ที่สหรัฐฯเคยทำให้โลก  เปลี่ยนมาใช้ “บุญ” เพื่อจะได้คล้องจองกับคำว่า “บาป” บาปกับบุญไปด้วยกัน ใครทำบุญย่อมได้บุญกรรม ใครทำบาปย่อมได้บาปกรรม

แต่ไม่ใช่สหรัฐฯ ไม่เคยทำบาป เคยและใหญ่เสียด้วย หนึ่งในนั้นคือ การเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศต่าง ๆ จนหลายประเทศเกิดภาวะระส่ำระสาย มีการทะเลาะกัน มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น

(https://medium.com/s/story/timeline-us-intervention-central-america-a9bea9ebc148)

จนเกิดการรบพุ่งกันเอง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ แล้วสงครามเย็นได้ปะทุขึ้นระหว่างประเทศผู้นำลัทธิเสรีประชาธิปไตย โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอก

กับลัทธิเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่มีจีน และสหภาพโซเวียตในขณะนั้นเป็นหัวหอก แต่จะเรียกสหรัฐฯทำบาปก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเป็นการทำในเชิงเพื่อให้ได้บุญ ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนการฆ่าสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาบริโภค

ไม่ฆ่าไม่ได้เนื้อมารับประทาน ผลดีของการทำบาปด้วยการเข้าไปแทรกแซงก็คือ ทำให้หลายประเทศที่ล้วนอ่อนแอในยุคนั้นไม่ต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง หนึ่งในนั้นคือไทย ซึ่งเผชิญภัยผู้ก่อการร้าย

แต่ด้วยการปักหลักเลือกอยู่ข้างโลกเสรี ปักหลักอย่างมั่้นคงไม่อิดเอื้อนก็เลยทำให้ประเทศผู้นำโลกเสรีพากันช่วยเหลือเพื่อให้สามารถพ้นภัย จนไทยเอาตัวรอดจากการถูกลัทธิคอมมิวนิสต์ครอบงำ

และเป็นประเทศประชาธิปไตยถึงทุกวันนี้ แม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตยบริบูรณ์ แต่ก็ยังดีกว่าหลายประเทศที่ถูกครอบงำ แล้วขณะนี้กำลังมีการเคลื่อนไหวเพื่อกลับไปปกครองตามระบอบเดิม

เขียนแล้วบุญที่สหรัฐฯทำไว้กับโลก อันดับแรกคือ  การพัฒนาระบบทุนนิยมให้ปลอดจากการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ ตามด้วยการเลิกทาส ต่อจากการเลิกทาสก็คือ การเป็นผู้ชนะสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง

กล่าวคือ พอโลกเข้าสู่ศตวรรษใหม่ที่เป็นศตวรรษที่ 20 กลุ่มประเทศทวีปยุโรปต่างแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ๆ พันธมิตรนำโดยสหราชอาณาจักรสหภาพโซเวียต และประเทศที่อยู่ฝั่งยุโรปตะวันตก

กับฝ่ายอักษะนำโดยเยอรมนีและประเทศฝั่งยุโรปตะวันออก ต้องยอมรับเยอรมนีเก่งเหลือเกินด้านการรบ เก่งจนคนยุคนั้นถ้าอยากเป็นยอดนักรบต้องไปเรียนโรงเรียนนายร้อยเยอรมัน

(https://www.scienceabc.com/social-science/berlin-wall-germany-division-reunification.html)

เยอรมันรบเก่งแต่ในที่สุดต้องพ่ายแพ้ฝ่ายพันธมิตร ความสำเร็จของผู้ชนะมาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งรบไม่เคยแพ้ โดยชัยชนะที่ยังเป็นที่จดจำก็คือ Battle of Waterloo การรบที่วอเตอร์ลู

ที่กองทัพสหราชอาณาจักร ร่วมกับกองทัพแคว้นปรัสเซีย สามารถมีความเหนือกองทัพฝรั่งเศสเมื่อค.ศ. 1815 กองทัพฝรั่งเศสที่นำโดยยอดขุนพลนโปเลียน ส่งผลให้อิทธิพลฝรั่งเศสหมดไปจากยุโรป

และนโปเลียนที่สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ต้องดิ้นรนเพื่อดำรงความเป็นผู้นำประเทศ ดิ้นรนไม่สำเร็จจนตัวเองถูกจับ และส่งตัวเนรเทศไปอยู่เกาะ Saint Helena กลางมหาสมุทรแอตแลนติคตอนใต้

(https://www.napoleon.org/en/history-of-the-two-empires/paintings/napoleon-i-at-fontainebleau-31-march-1814/)

และเสียชีวิตที่นั่นค.ศ. 1821 จากนั้นเยอรมนีได้ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่แทน จนค.ศ. 1914 ก่อสงครามที่เป็นสงครามโลกครั้งแรก โดยจับมือกับออสเตรีย-ฮังการี และอาณาจักรออตโตมันนำโดยตุรกี

แต่ในที่สุดก็แพ้กองทัพพันธมิตร ที่ได้รับการสนับสนุนทางอาวุธยุทโธปกรณ์และสะเบียงอาหารจากสหรัฐฯ ทั้งนี้สหรัฐส่งกองกำลังไปช่วยค.ศ. 1917 หรือ 3ปีหลังสงครามเริ่ม และก่อนสงครามยุติปีเดียว
15

ใคร ๆ พากันคาดคะเนสงครามแบบนี้จะไม่เกิดอีก เพราะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่างจากสงครามครั้งก่อน ๆ โดยความเสียหายเกิดจากความรุดหน้าด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ หนึ่งในนั้นคือการใช้เครื่องบิน บินโจมตี

(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1a/Air_Combat_-_Western_Front_World_War_I.jpg)

หลังเครื่องบินถูกคิดค้นเมื่อไม่นาน ดังนั้นถ้าเกิดสงครามอีกโลกคงจะย่อยยับ แต่ ๆ ๆ ๆ ด้วยการทำสัญญาสงบศึกที่สุดเอารัดเอาเปรียบ เยอรมนีจึงแค้นและกลับทำสงครามอีกครั้ง

ผู้ยุยงคือ ฮิตเลอร์ที่ใช้กระแสความแค้นใจสร้างอำนาจให้ตัวเอง แล้วชาวเยอรมันก็ได้ระบายความแค้น เมื่อผู้นำประกาศในรัฐสภาให้กองทัพบุกโปแลนด์วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939

(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/3/36/Hitler%27s_Reichstag_speech%2C_September_1_1939.png)

บุกทั้ง ๆ ที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ประกาศเตือนอย่าทำ ถ้าทำทั้งสองประเทศจะเข้าไปช่วย ฮิตเลอร์ไม่ฟัง ๆ เพราะในเวลาไม่นานเยอรมนีได้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมแล้ว

เก่งทั้งรบเก่งทั้งผลิตสิ่งจำเป็นในการรบ และเพียง 2 วันหลังเยอรมนีบุก สหราชอาณาจักรกับฝรั่งเศสก็เข้าไปช่วย จนสงครามบานปลายเป็นสงครามโลกอีกครั้ง

ส่วนสหรัฐฯเข้าไปช่วย 2 ปีต่อมา เช่นเคยก่อนหน้าสหรัฐฯได้ให้ความช่วยเหลือทางอาวุธยุทโธปกdรณ์และเสบียงอาหารแก่ประเทศฝ่ายพันธมิตร

(https://www.wsj.com/articles/how-the-us-helped-win-world-war-i-1390611318)

แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทวีปยุโรป เพราะมีขยายข้ามไปยังทวีปเอเซีย บริเวณที่เป็นเอเซียบูรพา จนสงครามถูกขนานนาม Pacific War สงครามแปซิฟิก

ผู้จุดสงครามนี้คือ ญี่ปุ่น ซึ่งห้าวถึงขั้นส่งกองกำลังครบทุกรูปแบบไปถล่มฐานทัพกองทัพสหรัฐฯภาคพื้นแปซิฟิกมลรัฐฮาวาย เท่านั้นไม่พอ พร้อมกันวันที่ 7-8 ธันวาคม 1941 ยังส่งกองกำลังขึ้นบกบุกประเทศในย่าน รวมทั้งบางส่วนริมมหาสมุทรอินเดีย

(https://www.solpass.org/7ss/Images/Arizona-PearlHarbor.jpg)

(https://en.wikipedia.org/wiki/Japanese_invasion_of_Thailand#/media/File:Diorama_of_the_Battle_of_Than_Nang_Sang_Bridge_of_Chumphon_Province,_National_Memorial,_Thailand_(3).jpg)

หนึ่งในนั้นคือ ไทย ๆ สุดจะเจ็บปวด เพราะมีเค้าก่อนหน้าญี่ปุ่นได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารมาเก็บข้อมูลพื้นที่ชายฝั่งทะเล แต่ก็ไม่ได้เตรียมรับมือ

ยังไม่จบบุญที่สหรัฐอเมริกาทำไว้กับโลก ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำเพื่อช่วยประเทศที่ประสบภัยสงคราม แล้วให้เตรียมผ้าเช็ดหน้า เพราะจะปิดท้ายการเขียนด้วยการเล่าเรื่องสหรัฐอเมริกา

ในฐานะผู้ยึดครองเข้าไปช่วยฟื้นฟูญี่ปุ่นหลังสงคราม ต้องเตรียมผ้าเช็ดหน้า เพราะแทนที่พ่อแม่ญี่ปุ่นจะเห็นทหารอเมริกันบุกจับตัวลูกสาวไปข่มขืน กลับเห็นเดินควงตามย่านสถานบันเทิง

(http://uncensoredhistory.blogspot.com/2012/10/rape-abuse-japanese-women-american-soldiers.html)

มีตัวเลขที่ชี้ผู้หญิงญี่ปุ่นที่แต่งงานกับทหารอเมริกันในช่วงยึดครองมีจำนวนถึง 13,000 คน ไม่น้อย ถ้าวัดระบบความแค้นเคือง อะไรไม่ว่า บรรดาเจ้าสาวสงครามเหล่านี้เมื่อได้ไปอยู่สหรัฐฯ

(https://www.pinterest.com/pin/93660867230652423/)

ต่างสามารถสร้างชีวิตครอบครัวที่เป็นปกติ และสร้างทายาทที่กลายเป็นพลเมืองดีประเทศนี้

You may also like...