CIMB จัดไทย ‘เสือหมอบ’
ได้-เสียในAEC ‘ต้องปรับตัว’

 

เหลือเวลาอีกเพียง 5 เดือน 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)ถึงเวลารวมตัวเป็นตลาดเดียวแล้ว หรือที่รู้จักกันว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) มองแต่ละประเทศพร้อมเปิดเสรี ได้-เสียประโยชน์ต่างกันไป จัดไทยอยู่ในกลุ่ม “เสือหมอบ” ที่พร้อมกระโจน พร้อมเปิดเสรีบางส่วน มองภาคท่องเที่ยว แปรรูปอาหารเด่นสุด

 

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในทางทฤษฎี การเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการรวมทั้งการลงทุนที่ข้ามไปมาระหว่างประเทศที่ง่ายขึ้น จะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการใช้ทรัพยากรอย่างประสิทธิภาพมากขึ้นและนำไปสู่การเติบโตของรายได้และการแก้ปัญหาความยากจน แต่การเปิดเสรีจะมีบางกลุ่มในแต่ละประเทศที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ ซึ่งกลุ่มที่เสียประโยชน์อาจต้องเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการหรือถึงขั้นต้องปิดตัวลง

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีบางกลุ่มเสียประโยชน์ แต่โดยภาพรวมจะเกิดการนำทรัพยากรที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่มาหมุนเวียนใหม่เพื่อใช้ประโยชน์ดีขึ้น เช่น ภาคเกษตรกรรมในประเทศไทยอาจเสียประโยชน์เนื่องจากไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงเท่าประเทศคู่แข่ง และยังมีการอุดหนุนจากภาครัฐค่อนข้างมาก อีกทั้งยังพึ่งพาการใช้แรงงานค่อนข้างสูง แต่เมื่อเปิดเสรีจะมีการนำเข้าสินค้ามากขึ้น ทำให้ประเทศไทยสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานซึ่งมีสัดส่วนในภาคเกษตรสูงแต่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่ำ ให้แรงงานเหล่านี้เคลื่อนย้ายไปยังภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้มีมูลค่าเพิ่มได้ดีขึ้น แต่ภาครัฐต้องเพิ่มคุณภาพของแรงงานเหล่านี้ให้มีการศึกษามีทักษะที่ดีขึ้นเตรียมพร้อมสำหรับการเข้ามาสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นด้วย

 

สำนักวิจัย ได้แบ่งกลุ่มประเทศในอาเซียนออกเป็น 3  กลุ่มตามความพร้อมและผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ

 

กลุ่มแรกเสือตื่น’ – แข็งแกร่ง ตื่นตัว พร้อมรวมกลุ่มอาเซียนก่อนประเทศอื่น

 

ได้แก่ ประเทศที่มีการเปิดเสรีการค้าการลงทุนกับประเทศอื่นอยู่แล้ว เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ซึ่ง 3 ประเทศนี้ไม่ต้องรอ AEC เพราะได้เปิดการค้าเสรีกับประเทศอื่นในภูมิภาคอื่นเรียบร้อยแล้ว (เอฟทีเอ) และกำลังอยู่ในกระบวนการที่จะเปิดเสรีที่กว้างขึ้นไปกว่า แค่การค้าระหว่างประเทศ ทั้ง 3 ประเทศนี้พร้อมแล้วกับ AEC และจะได้ประโยชน์จากการส่งออกและการลงทุนทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหารฮาลาล หรือสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้อยู่แล้ว รวมทั้งการเปิดเสรีด้านบริการ เช่น ภาคธนาคาร ประกัน และบริษัทหลักทรัพย์
กลุ่มที่สอง ‘เสือหมอบ’ – พร้อมเปิดเสรีบางส่วน

 

กลุ่มที่เรียกว่าเป็นเสือหมอบแต่พร้อมกระโจน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่แม้จะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้า ทั้งด้านสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าที่จะสามารถส่งของไปเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปาทานตลาดโลกได้ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ยังไม่พร้อม ซึ่งจะส่งผลให้การเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบเลื่อนออกไปได้ โดยรวมแล้วประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามพร้อมที่จะรับ FTA หรือการลงทุนจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีที่สูงมาพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีจะมีภาคเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่จะต้องมีการทยอยปรับลดพื้นที่การเพาะปลูก หรือมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรไม่อยู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของอุตสาหกรรมที่แต่ละประเทศมีศักยภาพ

 

ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของประเทศไทย ได้แก่ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งไทยเองก็มีประสิทธิภาพและความยอมรับจากประเทศอื่น หรืออุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ซึ่งยังมีความต้องการของตลาดโลกอยู่ และแรงงานไทยนับว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่าประเทศในกลุ่มนี้

 

นอกจากนี้ยังมีภาคการท่องเที่ยวที่ประเทศไทยมีความโดดเด่นมากกว่าประเทศอื่น แต่ยังจำเป็นต้องปรับตัวเข้ากับ AEC เนื่องจากต้องพัฒนาตลาดให้ไปไกลกว่าประเทศไทย ต้องหาจุดขายที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณสถาน อาจใช้รูปแบบเมืองแฝด หรือ twin cities ที่เชื่อมจังหวัดที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวคล้ายกันเป็นจุดขายร่วมกัน เช่น จังหวัดเชียงใหม่ สุโขทัย ร่วมกับ เมืองหลวงพระบาง หรือย่างกุ้ง หรือเชื่อมกับเสียมเรียบ เป็นต้น โดยเชื่อว่า การท่องเที่ยวจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของไทยที่พร้อมที่สุดในการต้อนรับ AEC

 

สำหรับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศสมาชิก (จำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและอันดับหนึ่งใน ASEAN) อินโดนีเซียจึงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้บริโภค (และเป็นมุสลิม) มากที่สุด มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และตั้งอยู่ระหว่างอาเซียนกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จึงมีความได้เปรียบด้านการส่งสินค้าระหว่าง 2 ภูมิภาคนี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติจากทั้งในและนอกอาเซียนสนใจเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียมาก  ภาคอุตสาหกรรมของอินโดนีเซียมีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ถ่านหิน วัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจค้าส่ง

 

ด้านฟิลิปปินส์ มีทรัพยากรแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ เช่น ทองแดง ทองคำ เป็นต้น และมีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าไทย ในขณะที่มีทักษะทางภาษาดี พร้อมเปิดรับการลงทุนด้านการบริการจากต่างประเทศ ฟิลิปปินส์มีจุดแข็งด้าน ธุรกิจแปรรูปอาหารและสินค้าเกษตร เริ่มมีการขยายฐานการผลิตในธุรกิจยานยนต์มากขึ้น และยังมีสินแร่ใต้ดินที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาจำนวนมาก ซึ่งพร้อมรองรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และพลังงาน อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก อีกทั้งประเทศตั้งอยู่ในเขตมรสุมและมักประสบปัญหาภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง

 

สำหรับเวียดนามได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมากมาแล้วระยะหนึ่ง และยังมีแนวโน้มได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านคมนาคม ประกอบกับมีแรงงานจำนวนมากและอัตราค่าจ้างแรงงานยังต่ำรวมทั้งแรงงานมีความขยัน  การเมืองมีเสถียรภาพ  จำนวนประชากรมากและรายได้เพิ่มขึ้นรวดเร็วจึงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่  มีปริมาณน้ำมันสำรองมาก (อันดับ2 ของอาเซียน) และมีแนวชายฝั่งทะเลยาว มีผู้ประกอบการ Brand สำคัญของโลกเลือกเป็นฐานการผลิต และที่สำคัญพื้นที่ติดกับประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ สินค้าที่มีศักยภาพได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานปิโตเลียม อุตสาหกรรมถุงมือยาง  และอุตสาหกรรมผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค

 

กลุ่มที่สาม ‘เสือหลับ’-ไม่พร้อม แต่คาดจะได้ประโยชย์สูงสุด

 

นับเป็นอีกภาพหนึ่งของเออีซี คือกลุ่มประเทศ เมียนม่า ลาวและกัมพูชา ซึ่งอาจจะยังไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากการเปิดการค้าการลงทุนใน AEC และอาจจะไม่ได้เปิดเสรีการค้าการลงทุนภายในปีนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมในประเทศยังอ่อนแอ อย่างไรก็ดี ในทางทฤษฎี ประเทศที่มีรายได้น้อยและมีประสิทธิภาพในการผลิตไม่สูงเหล่านี้ กลับจะได้ประโยชน์สูงที่สุดจากการเปิดเสรีการค้าการลงทุน สาเหตุสำคัญคือ เมื่อเทคโนโลยีจากการค้าการลงทุน การส่งออกจากประเทศในภูมิภาคเข้ามาสู่ 3 ประเทศนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มทักษะแรงงานรวมทั้งความสามารถในการลดความผันผวนของค่าเงิน และมีรายได้จากภาคการส่งออกมาพัฒนาประเทศได้มากขึ้น

 

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยมองว่า ทั้ง 3 ประเทศเสือหลับนี้น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดและชนชั้นกลางมีกำลังซื้อสูงขึ้น  ชี้จุดแข็งของประเทศกลุ่มนี้คือ มีค่าแรงที่ไม่สูง มีทรัพยากรธรรมชาติมากทั้งแร่ธาตุ ป่าไม้ ก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป รับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน  และอาหารทะเลแช่แข็ง รวมทั้งมีพรมแดนติดกับประเทศจีนและอินเดียที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและมีขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะเสริมความสามารถในการส่งออกในอนาคต

 

“เมื่อ 3 ประเทศนี้ได้ประโยชน์สูงสุดแล้วไทยเองซึ่งอยู่ศูนย์กลางของ 3 ประเทศนี้คาดว่าจะได้ประโยชน์มากเช่นกัน รวมทั้งความสามารถในการผลิตของประเทศไทยในด้านสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้ง 3 ประเทศนี้และเราเป็นจุด ยุทธศาสตร์ด้านการคมนาคมในกลุ่มประเทศนี้ด้วยเช่นกัน ก็จะสามารถที่จะเสริมความสามารถในการส่งออกและการผลิตสินค้าเหล่านี้เพื่อตอบโจทย์ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางใน 3 ประเทศนี้ได้” 

 

สุดท้ายสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า  ประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จาก AEC อยู่ที่การปรับตัว บางอุตสาหกรรมต้องปรับตัว บางอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์ในเชิงรุกเข้าไปสู่ประเทศอื่น อุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ที่มีค่าจ้างที่สูง อาจต้องเคลื่อนย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันก็มีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้ประโยชน์ เช่น อุตสาหกรรมอาหารอาหารแปรรูป ก่อสร้าง อุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และการเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน รวมทั้งอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น ก็จะสามารถได้รับแรงงานเข้ามาสู่อุตสาหกรรมได้มากขึ้นซึ่งจะช่วยผ่อนคลายปัญหาแรงงานขาดแคลนในประเทศไทยได้ในอนาคต

 

ปัญหาสำคัญของไทยในอนาคตคือ ปัญหาทางด้านการพัฒนาแรงงานให้มีทักษะที่ดีขึ้น เพื่อตอบโจทย์การลงทุนของนักลงทุนที่เข้ามาไทยและต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วนว่าจะไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะของนักเรียนอาชีวะ มหาวิทยาลัย หรือทักษะทางด้านภาษาของแรงงาน ซึ่งจะสามารถตอบรับการลงทุนทุนของต่างชาติได้ดีขึ้น การพัฒนารัฐวิสาหกิจ ลดการผูกขาดของภาครัฐ และส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น

 

 

You may also like...