สจล. ผนึก วช. เปิด “HUB OF TALENT” พัฒนากำลังคน AI – Data Center – Smart Energy ขับเคลื่อนไทยสู่ AI Hub แห่งอาเซียน
สจล. ผนึก วช. เปิด “HUB OF TALENT”
พัฒนากำลังคน AI – Data Center – Smart Energy ขับเคลื่อนไทยสู่ AI Hub แห่งอาเซียน
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เปิดตัวโครงการ “HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT” พร้อมจัด “เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่าย ครั้งที่ 1” (เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569) ณ สจล. เพื่อวางรากฐานการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย
โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AI, Data Center, Digital Infrastructure และ Smart Energy Management ของภูมิภาคอาเซียน ผ่านการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาของศูนย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา Hybrid Talent หรือบุคลากรสมรรถนะสูงที่เข้าใจทั้ง AI, Data Center, Cloud Computing, Power System, Cooling Technology และ Digital Infrastructure เพราะโลกยุคใหม่ต้องการคนที่ไม่ได้เก่งเฉพาะด้าน แต่ต้องสามารถบูรณาการความรู้เพื่อสร้างโซลูชันจริงให้ประเทศ ซึ่งภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ อาทิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ประธานอนุกรรมการด้าน Data Center ได้ให้มุมมองว่า “Data Center ไม่ใช่เพียงอาคารหรือระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค เราต้องพัฒนาทั้งมาตรฐาน ความมั่นคงปลอดภัย พลังงาน และบุคลากรควบคู่กัน”
ด้าน ดร.วิโรจน์ บัวคลี่ รองผู้ว่าการดิจิทัลและการสื่อสาร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในฐานะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการพลังงาน กล่าวว่า หัวใจของ Data Center ยุคใหม่คือพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน การบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะที่ คุณพิเชฐ เกตุรวม อุปนายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย กรรมการและรองประธานอนุกรรมการด้าน AI และด้านพลังงาน กล่าวว่า การแข่งขันด้านดิจิทัลในภูมิภาคกำลังเข้มข้น ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้ร่วมออกแบบระบบนิเวศดิจิทัล ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร มาตรฐาน และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ ประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซนเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มาตรฐานคือภาษากลางของความเชื่อมั่น หากประเทศไทยต้องการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล
ด้าน ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวว่า AI จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย แต่การขับเคลื่อน AI ให้เกิดผลจริงต้องมีทั้งข้อมูลคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ และบุคลากรที่เข้าใจการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและภาครัฐ
ขณะที่ ดร.คุณานันท์ ทยายุทธ กรรมการและเลขานุการศูนย์ฯ กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชุม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อออกแบบทิศทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาคน การวิจัย การสร้างเครือข่าย และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ กิจกรรมสำคัญของงานประกอบด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการลงทุนและการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาบุคลากรทักษะสูงด้าน AI และ Data Center การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนโครงการ Hub of Talent อย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Strategic Workshop) เพื่อระดมสมองและกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศใน 3 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ กลุ่ม Data Center ซึ่งมุ่งวางแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชาติ เพื่อรองรับการลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud และ Hyperscale Data Center ระดับโลก กลุ่ม Artificial Intelligence (AI) ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศ ครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม และกลุ่ม Smart Energy Management ที่มุ่งออกแบบแนวทางการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล พร้อมผลักดันการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย
การหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั่วไป หากแต่เป็นการรวมตัวของผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เพื่อร่วมกันออกแบบ “Blueprint แห่งอนาคต” สำหรับการพัฒนาระบบนิเวศด้าน AI, Data Center และ Smart Energy Management ของประเทศไทย
สำหรับข้อเสนอและผลลัพธ์จากการประชุมทั้ง 3 กลุ่ม จะถูกสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Roadmap) เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การลงทุนด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาในระดับประเทศต่อไป
โครงการ “HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT” จึงมิใช่เพียงโครงการพัฒนาบุคลากร หากแต่เป็น “แพลตฟอร์มยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรของประเทศไทย ตั้งแต่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
ภายใต้บริบทการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” และจาก “ผู้ตาม” สู่ “ผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Artificial Intelligence, Data Center, Digital Infrastructure และ Smart Energy Hub ของอาเซียนในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก สร้างงานทักษะสูงให้คนไทย และเสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ห้ามพลาด! งาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายในงานพบกับการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง
ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

