ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนไตรมาส3 นักธุรกิจเชื่อเศรษฐกิจไทยโตมากกว่า2%
ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีน ประจำไตรมาส 3/2569 ผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวมากกว่า 2% และมั่นใจว่าการขอการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาสแรกซึ่งมีมูลค่าสูงมากจะเกิดขึ้นจริง สอดคล้องกับมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และ Thailand FastPass ของรัฐบาล

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาสที่สามปี 2569 ซึ่งได้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 12 – 19 มิถุนายน 2569 ผู้ให้ข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประกอบด้วย (1) ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการหอการค้าไทยจีน (2) ประธานและกรรมการสมาชิกสมาคมต่างๆของสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และ (3) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีน รวมทั้งสิ้น จำนวน 569 คน
จากการที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 พฤษภาคม 2569 เพื่อหารือความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง การเยือนจีนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในรอบเก้าปี แม้ว่าผู้นำจีนและสหรัฐอเมริกาจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การหารือก็เป็นความพยายามลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยผลของการหารือ ผู้ตอบแบบสอบสำรวจร้อยละ 47.8 มีความคิดเห็นว่าสถานการณ์การค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนร้อยละ 32.8 ยังคงเห็นว่าสถานการณ์การค้าระหว่างทั้งสองประเทศนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม
การหารือดังกล่าว มีข้อตกลงขั้นเบื้องต้น ระบุว่า (1) ข้อตกลงชั่วคราวเรื่องการค้าและภาษีศุลกากร เมื่อตุลาคม ปี 2568 ควรจัดทำให้เป็นข้อตกลงถาวร โดยสหรัฐอเมริกาจะลดภาษีศุลกากรให้จีนต่ำกว่าร้อยละ 100 และจีนจะเลิกข้อจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก และ (2) ข้อตกลงการซื้อขายสินค้าระหว่างสองประเทศ ที่จีนจะซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงานจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น ส่วนสหรัฐอเมริกาจะต้องยอมขายอุปกรณ์ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงให้กับจีน ผลของการสำรวจความคิดเห็น ร้อยละ 48.6 คิดว่าข้อตกลงทั้งสองประการ สามารถนำไปสู่การปฎิบัติได้จริงได้ ในขณะที่ร้อยละ 17.9 คาดว่าข้อตกลงซื้อขายสินค้าระหว่างสองประเทศเท่านั้นที่จะเป็นไปได้ ส่วนร้อยละ 17.5 คาดว่าข้อตกลงทางด้านภาษีเท่านั้นที่จะเป็นไปได้
ในต้นเดือนมิถุนายน สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ออกแถลงการณ์ว่าจะใช้มาตรการ Section 301 เพื่อทดแทนการขึ้นภาษีศุลกากร reciprocal tariff ที่ศาลสูงสหรัฐอเมริกาตัดสินให้ระงับใช้ ส่วนมาตรการ Section 301 สามารถใช้เฉพาะสินค้าหรือประเทศที่มีพฤติกรรมไม่เป็นธรรมกับสหรัฐอเมริกา และยังสามารถขึ้นภาษีศุลกากรได้ทั้งไม่มีเพดานขั้นสูงสุดและการกำหนดระยะเวลาการใช้สามารถขยายได้ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 41.3 ลงความเห็นว่ามีความกังวลบ้างต่อมาตรการดังกล่าวแต่คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ จะผ่อนปรนการใช้มาตรการในภายหลัง ขณะที่ร้อยละ 28 มีความกังวลอยู่บ้างแต่ยังมีความมั่นใจในการเจรจาการค้าของรัฐบาลไทยต่อมาตรการดังกล่าว ขณะที่ร้อยละ 20.6 มีความกังวลมาก ว่าจะเกิดสงครามการค้าอีกรอบ
เมื่อได้ถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึงร้อยละ 2.8 โดยมาจากแรงขับเคลื่อนของการลงทุนภาคเอกชน ที่สูงถึงร้อยละ 10.1 การลงทุนดังกล่าวกระจุกตัวในส่วนการลงทุนเครื่องจักรและเครื่องมือ และมีการก่อสร้างที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การลงทุนของภาคเอกชนนี้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมาจากกลางปี 2568 ในไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ที่มีการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 4.5 และ 6.5 ตามลำดับ จากการสำรวจของหอการค้าไทยจีนร้อยละ 48.5 มีความมั่นใจแต่ยังมีข้อกังวล ว่าการลงทุนดังกล่าวจะเป็นแรงพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ ในขณะที่ร้อยละ 21.3 มีความมั่นใจมากว่าการลงทุนนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง
อีกด้านหนึ่งของการลงทุน หากพิจารณา “มูลค่าการขอส่งเสริมการลงทุน” จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่าไตรมาสแรกของปี 2569 มีการขอการส่งเสริมการลงทุนมากถึง 1.1 ล้านล้านบาทซึ่งมากกว่าปี 2567 ทั้งปี และเกินครึ่งหนึ่งของปี 2568 ที่มีมูลค่าการของการส่งเสริมการลงทุนที่ร้อยละ 1.85 ล้านล้านบาท การขอการส่งเสริมการลงทุนในต้นปีนี้กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมดิจิตอลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนของโลก ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 49.5 มีความมั่นใจมากว่าการขอการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง แต่ร้อยละ 36 กลับมีความมั่นใจค่อนข้างน้อยว่าการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้น
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ที่จีนยอมรับการเจริญเติบโตที่ช้าลง แต่เป็นการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ที่มีภาพการผลิตสูง (High Productivity) และใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจีนจะเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ จากการสำรวจความคิดเห็นร้อยละ 59.5 คิดว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของไทยในภูมิภาค รองลงมาคือมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ร้อยละ 22.4 และ 13.5 ตามลำดับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจากจีนในการผลิตชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่งกลับไปยังประเทศจีน ผู้ตอบแบบสำรวจลงความเห็นว่า ไทยต้องเร่งจัดการ สาม ด้าน คือ (1) ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อเอื้อต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (2) แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นของภาครัฐ และ (3) การสร้างทัศนคติและบรรยากาศที่ดีกับนักลงทุนจีน เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้น
การสำรวจนี้ยังให้ข้อคิดเห็นเรื่องประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตร้อยละ 1.5 ด้วยมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ที่อาจจะเป็นจุดพลิกเปลี่ยนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 2.0 ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 52.2 คิดว่าอัตราการเจริญเติบโตใหม่ที่มากกว่าร้อยละ 2.0 สามารถเป็นไปได้ ในขณะที่ร้อยละ 34.4 ลงความเห็นว่าโอกาสเป็นไปได้แต่ค่อนข้างน้อย
โดยสรุปแล้วกล่าวได้ว่า แนวโน้มความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนและการเมืองระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐอเมริกาจะนำมาตรการ Section 301 มาใช้อย่างไร แนวโน้มการลงทุนของภาคเอกชนในไทยเริ่มที่จะสดใสและเป็นแรงขับเคลื่อน ให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนในส่วนประกอบและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดิจิตอลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการลงทุนดังกล่าว โดยมีคู่แข่งที่จะเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของจีนคือ เวียดนาม และมาเลเซีย ส่วนอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
อนึ่งการค้าระหว่างประเทศไทยและจีน ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 74,140 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขยายตัว 28.38% โดยการส่งออกของไทยไปจีน ขยายตัว 8.8% มีมูลค่า 18.754 ล้านดอลลล่าร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าจากจีน ขยายตัว 36.7% มีมูลค่า 55,386 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ไทยจึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ากับจีน

