สอวช. เปิดเวทีเสวนา ชู “สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์-ศิลปกรรมศาสตร์” ฐานสำคัญออกแบบนโยบายประเทศ
สอวช. เปิดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ชู “สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์-ศิลปกรรมศาสตร์” ฐานสำคัญออกแบบนโยบายประเทศ รับมือโลกผันผวน Climate Change AI และสังคมสูงวัย
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) ครั้งที่ 2 หัวข้อ “Social Science Policy Design for Uncertain Futures: การออกแบบนโยบายสังคมศาสตร์ภายใต้ความไม่แน่นอนของระบบโลก” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) โดยมุ่งยกระดับบทบาทของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ในการออกแบบนโยบายที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า เวที Policy Dialogue ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ร่วมกันตั้งคำถามถึงบทบาทของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ต่ออนาคตประเทศไทย ส่วนเวทีครั้งนี้มุ่งตอบคำถามสำคัญว่า องค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จะถูกนำมาใช้ในการออกแบบนโยบายอย่างไร เพื่อรับมือกับโลกที่มีความผันผวน ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.สุรชัย กล่าวว่า ความท้าทายในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ การกำหนดนโยบายของประเทศจึงไม่สามารถพึ่งพาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบูรณาการองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจผู้คน สังคม วัฒนธรรม และบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นำไปสู่การออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และยั่งยืน
ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา สอวช. จะเติบโตจากรากฐานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้งานส่วนใหญ่มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ปัจจุบันเชื่อมั่นว่า การกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศจำเป็นต้องผสานองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน เพราะการออกแบบนโยบายที่ดีต้องเข้าใจทั้งประเทศ ผู้คน และบริบทของโลกควบคู่กัน

ภายในเวทีมีการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อนำไปใช้ประกอบการพัฒนานโยบายของประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน ผู้สร้างนวัตกรรมควรมี 3 คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ มีจินตนาการ กล้าคิดต่าง และสามารถปรับตัวได้ พร้อมเสนอให้ประเทศไทยพัฒนาระบบการเรียนรู้ 4 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้เพื่อการแข่งขัน (Competitive Learning) การเรียนรู้จากต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง (Comparative Learning) การสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน (Collaborative Learning) และการเรียนรู้ผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Learning) เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน
รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข กล่าวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรที่มีคุณค่า แต่ยังต่อยอดได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยศิลปะและมนุษยศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ผ่านการตีความทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดคุณค่าใหม่และสร้างอัตลักษณ์ของชาติ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยต้องสร้าง Originality หรือความเป็นต้นฉบับของตนเอง ไม่ใช่เพียงการลอกเลียนแบบ เพราะศิลปะไม่ใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน ความคิดสร้างสรรค์ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นวัตกรรมไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการลงทุนกับคน พร้อมเสนอให้ประเทศไทยเรียนรู้จากต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง เข้าใจบริบทและบทเรียนที่แท้จริง สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการศึกษาทั้งประโยชน์และผลกระทบของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงประเมินผลกระทบของนวัตกรรมต่อชุมชนและวัฒนธรรม เพื่อนำบทเรียนมาพัฒนานโยบายในระยะยาว
ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอว่า ภาครัฐควรปรับบทบาทจาก “ผู้ดำเนินการ” มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะประเด็นของผู้หญิง กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ ปรับกฎระเบียบ และสนับสนุนกลไกนวัตกรรมทางสังคม เช่น Social Innovation และ Social Impact Fund เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน โดยชี้ว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางธรรมชาติ แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร สุขภาพ และการพัฒนาสังคม จึงต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศาสตร์สาขาอื่น ๆ เพื่อออกแบบนโยบายที่รับมือกับความซับซ้อนของโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมสูงวัย วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI จึงจำเป็นต้องสร้าง “ความยืดหยุ่น” (Resilience) ให้กับสังคม ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม พร้อมยกระดับบทบาทของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ให้เป็นฐานองค์ความรู้สำคัญของการออกแบบนโยบายประเทศ
ที่ประชุมยังเสนอให้ยกระดับสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ในระบบวิจัยไทย ให้ได้รับการยอมรับในฐานะศาสตร์ที่มีคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่เพียงศาสตร์สนับสนุน พร้อมปรับระบบทุนวิจัยและกระบวนการประเมินผลงานให้เอื้อต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ส่งเสริมการบูรณาการข้ามศาสตร์ และลงทุนกับงานวิจัยพื้นฐาน เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและนโยบายในระยะยาว

