วิมุต รุก Metabolic Health ปักหมุด Growth Area ใหม่ รับเทรนด์ NCDs–Personalized Medicine
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เดินหน้าขยายพอร์ตบริการสุขภาพเฉพาะทาง รับโจทย์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs และแนวโน้มการดูแลสุขภาพแบบ Personalized Medicine เปิดให้บริการ “ViMUT Metabolic Health and Endocrine” ในระยะแรก ภายใต้แนวคิด “เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด” โดยวางโมเดลการดูแลที่มองมากกว่าการรักษาโรคหรืออาการเป็นรายส่วน ผ่านการประเมินความเชื่อมโยงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต ก่อนออกแบบแนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล พร้อมวางเป้าหมายต่อยอดสู่หนึ่งในศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้าน Metabolic Health และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
.jpg)
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า “ตลาดสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน ส่งผลให้แนวทาง Personalized Care มีบทบาทมากขึ้นในระบบสุขภาพ”
“วิมุตมอง Metabolic Health เป็น Growth Area ที่มีบทบาทต่อระบบสุขภาพในอนาคต เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงเรื่องน้ำหนักหรือโรคอ้วน แต่เชื่อมโยงตั้งแต่เบาหวาน ภาวะด้านฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ไปจนถึงสุขภาพในแต่ละช่วงวัย วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าเป็นโรคอะไร แต่ต้องการเข้าใจต่อว่ามีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพของตัวเอง และควรวางแผนดูแลอย่างไรในระยะยาว การพัฒนา ViMUT Metabolic Health and Endocrine จึงเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางที่วิมุตต้องการขยายการดูแลตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การรักษา ไปจนถึงการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง”
ปัจจุบัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า NCDs ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง มีส่วนต่อการเสียชีวิตในประเทศไทยประมาณ 74% หรือราว 400,000 คนต่อปี ขณะที่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก NCDs ประเมินอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP ปี 2019 จากผลกระทบด้านผลิตภาพ การเจ็บป่วย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
สำหรับปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ Metabolic Health แนวโน้มในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ WHO Thailand ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า สัดส่วนคนไทยวัยทำงานอายุ 15–59 ปีที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เพิ่มจาก 34.7% ในช่วงปี 2008–2009 เป็น 42.4% ในปี 2019–2020 ขณะที่ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มจาก 6.9% เป็น 9.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 21.4% เป็น 25.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน สอดคล้องกับข้อมูลของ International Diabetes Federation หรือ IDF ที่ประเมินว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานประมาณ 6.36 ล้านคน หรือคิดเป็น 10.2% ของประชากรผู้ใหญ่
ตัวเลขดังกล่าวทำให้โจทย์ Metabolic Health ไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดน้ำหนัก เพราะในคนหนึ่งคนอาจพบหลายภาวะร่วมกัน ทั้งน้ำหนักเกิน ไขมันสะสมในช่องท้อง ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดที่เปลี่ยนไป ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง มวลกล้ามเนื้อลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีน้ำหนักหรือผลตรวจบางค่าใกล้เคียงกันก็อาจมีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน การประเมินข้อมูลแต่ละด้านร่วมกันจึงเป็นส่วนสำคัญในการวางแนวทางดูแลแต่ละบุคคล
%20(1).jpg)
นพ.นิพัฒน์ กล่าวต่อว่า “สิ่งที่เราต้องการพัฒนาไม่ใช่การเพิ่มโปรแกรม Weight Management อีกหนึ่งโปรแกรม แต่เป็นการเปลี่ยนบทสนทนาจากคำถามว่า ‘น้ำหนักเท่าไหร่’ ไปสู่ ‘สุขภาพระบบเผาผลาญของเราเป็นอย่างไร’ เพราะน้ำหนักเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง การดูแลจึงต้องนำข้อมูลทางการแพทย์ โภชนาการ การออกกำลังกาย และพฤติกรรมสุขภาพมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้แพทย์สามารถวางแนวทางและติดตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยแต่ละคนได้ต่อเนื่อง”
แนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของการวางบทบาท ViMUT Metabolic Health and Endocrine ให้ต่างจากการแข่งขันในตลาด Weight Management ที่มักถูกนำเสนอผ่านแพ็กเกจ ยา เทคโนโลยี หรือราคา โดยวิมุตให้น้ำหนักกับ วิธีคิดในการดูแลผู้ป่วยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าอาการ ผลตรวจ และความเปลี่ยนแปลงของร่างกายแต่ละด้านอาจเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนนำข้อมูลที่จำเป็นมาประกอบการวางแผนการดูแลและติดตามผลในระยะยาว
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า “ความท้าทายของระบบสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงรูปแบบของปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่การดูแลที่ผ่านมาอาจแยกตามโรคหรืออาการ ทั้งที่ในผู้ป่วยบางราย เบาหวาน น้ำหนัก ไทรอยด์ ฮอร์โมน หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยกลางคนอาจมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบเมตาบอลิก การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องมองสุขภาพในภาพรวมมากขึ้น โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อนำข้อมูลตั้งแต่ผลตรวจทางการแพทย์ องค์ประกอบร่างกาย โภชนาการ การเคลื่อนไหว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาประกอบการประเมินและวางแนวทางการดูแลให้เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล”
“Metabolic Health ไม่ใช่เรื่องของ Weight Management เพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยสองคนอาจมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่มีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจมีไขมันในช่องท้องสูง ขณะที่อีกคนมีมวลกล้ามเนื้อลด หรืออาจมีภาวะก่อนเบาหวาน ไขมันพอกตับ ปัญหาการนอน หรือความผิดปกติของฮอร์โมนร่วมด้วย การดูแลจึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง แต่ต้องนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประเมินร่วมกัน ก่อนวางแผนการดูแลระหว่างแพทย์ นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด และบุคลากรด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรักษา การปรับพฤติกรรม และการติดตามผลในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางของการดูแลแบบเฉพาะบุคคลที่วิมุตนำมาใช้ในการพัฒนา ViMUT Metabolic Health and Endocrine”
จากแนวคิดดังกล่าว วิมุตนำมาพัฒนาเป็น 5 Clinical Pathways เพื่อให้การประเมินและวางแผนดูแลสอดคล้องกับปัญหาและเป้าหมายสุขภาพที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย Metabolic Reset สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ ภาวะก่อนเบาหวาน หรือ Metabolic Syndrome, Thyroid Wellness สำหรับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์, Sarcopenic Obesity Care สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับมวลหรือสมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลง, Menopause & Weight สำหรับผู้หญิงวัยกลางคนและวัยทองที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก ฮอร์โมน และสุขภาพเมตาบอลิก และ Diabetes Care สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้นที่ต้องการวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลและปัจจัยด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การประเมินและติดตามโดยแพทย์
ทั้ง 5 Clinical Pathways ใช้หลักคิด Understand – Design – Measure – Partner เป็นกรอบในการดูแล เริ่มจากทำความเข้าใจอาการ ปัจจัยเสี่ยง และข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ก่อนวางแนวทางตามภาวะของแต่ละบุคคล กำหนดตัวชี้วัดสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลง และทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ โดย Clinical Pathway ไม่ได้กำหนดรูปแบบเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่เป็นกรอบสำหรับนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจและปรับแนวทางตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยในแต่ละช่วง
ด้าน นพ.ปริญญา สมัครการไถ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึมโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า “หลายคนเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเรื่องใกล้ตัวเช่น น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดเริ่มเปลี่ยน มวลกล้ามเนื้อลดลง เหนื่อยง่ายหรือนอนหลับไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่ในทางการแพทย์อาจมีปัจจัยเชื่อมโยงกันทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมนองค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต”
นพ.ปริญญา กล่าวต่อว่า “แนวทาง Individualized Clinical Pathway ไม่ได้หมายถึงการตรวจให้มากที่สุด แต่เป็นการพิจารณาว่าการประเมินใดเหมาะสมตามข้อบ่งชี้ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และเป้าหมายสุขภาพของแต่ละบุคคล ก่อนนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการตัดสินใจทางการแพทย์และวางแนวทางการดูแล โดยการติดตาม Metabolic Health ไม่ได้พิจารณาเพียงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก แต่สามารถดูข้อมูลด้านอื่นประกอบกัน เช่น รอบเอว ไขมันในช่องท้อง มวลและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สุขภาพตับ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค ตลอดจนคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการติดตามและปรับแผนการดูแลในระยะยาว”
“หากเปรียบข้อมูลสุขภาพแต่ละด้านเป็น ‘ดวงดาวที่กระจัดกระจาย’ สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อดูว่ากำลังประกอบเป็น ‘กลุ่มดาว’ แบบใดในร่างกายของแต่ละคน เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระดับน้ำตาลที่เปลี่ยน ไขมันพอกตับ มวลกล้ามเนื้อที่ลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ล้วนช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพสุขภาพเมตาบอลิกของแต่ละบุคคลอย่างเป็นองค์รวม คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าจะลดน้ำหนักอย่างไร แต่ควรมองต่อไปว่ามีปัจจัยใดที่เชื่อมโยงกัน และควรวางแผนดูแลอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละบุคคล” นพ.ปริญญา กล่าว

