อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้-เทคโนโลยี-นวัตกรรม-บุคลากร-ข้อมูล ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย
“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้-เทคโนโลยี-นวัตกรรม-บุคลากร-ข้อมูล ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย เร่งปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive ก่อนขยายผลทั่วประเทศ


18 กันยายน 2569- กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติ เชิงบวก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส. ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงความร่วมมือดังกล่าว ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้จริง พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ นักวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูล และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องของทั้งสองกระทรวง เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และรับมือกับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยได้น้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงให้ความสำคัญและทรงห่วงใยต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล มาสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อรับมือกับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยมุ่งให้ทรัพยากรที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาเป็น “ทุนชุมชน” ทั้งในฐานะแหล่งาหาร แหล่งประกอบอาชีพ และฐานการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การผนึกกำลังในวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวง อว. และกระทรวง ทส. ร่วมกันน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาสู่การปฏิบัติจริงด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยในทุกภารกิจ ทส. จะทำหน้าที่เป็นทัพหน้านำการขับเคลื่อน ขณะที่ อว. จะเป็น ‘กองหลังที่ดี’ คอยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง
ที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมมือกันฟื้นฟูชายฝั่ง ต่อยอดโครงการธนาคารปูม้า และการอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกับธนาคารโลก สำหรับก้าวต่อไปภายใน 1–2 เดือนนี้ จะเร่งนำเทคโนโลยีของ สวทช. เข้ามาฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแก้ปัญหาแพลงก์ตอนบลูม พร้อมวิจัยระบบคลื่นเตือนภัยเพื่อลดอัตราการตายของพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ ตลอดจนพัฒนาระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมทางทะเลและจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวบริเวณเกาะราชาใหญ่
“นอกจากนี้ เรายังมุ่งขับเคลื่อนแนวคิด ‘ธรรมชาติเชิงบวก’ ควบคู่กับเป้าหมาย Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจาก GISTDA, NARIT รวมถึงการตรวจ eDNA มาประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงสู่กลไก ‘Nature Finance’ ที่เปลี่ยนการอนุรักษ์ป่าและลดการเผาให้กลายเป็นรายได้คาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน ควบคู่กับการเตรียมรับมือวิกฤตเร่งด่วน ทั้งปัญหา PM2.5 เศรษฐกิจหมุนเวียน และการจัดการช้างป่า เพราะปัญหาของประเทศชาติรอไม่ได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้ทำเพื่อกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย” รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าว
โดยความร่วมมือครั้งนี้ กระทรวง อว. จะเชื่อมโยงศักยภาพของหน่วยงานในระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้แก่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงาน
การวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมถึงสถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยที่มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย สัตวแพทย์ และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นายสุชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานร่วมกันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทั้งสองกระทรวงจะน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงห่วงใยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะระบบนิเวศแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล มาสู่การขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ทั้งการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ อาทิ พะยูน และเต่าทะเล ตลอดจนการหาแนวทางบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ รวมถึงการจัดระเบียบการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างยั่งยืน
“ปัจจุบันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือของทั้งสองกระทรวงจะช่วยขับเคลื่อนทั้งการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัย ตลอดจนการพัฒนานักวิจัยและบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะที่เหมาะสม พร้อมสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็ง กระทรวง ทส. จะสนับสนุนข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เป็นนโยบาย แผนงาน และมาตรการในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป” นายสุชาติ กล่าว


อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือด้าน ววน. เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงกลไกการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน ววน. เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการกำหนดนโยบาย การวางแผน การบริหารจัดการ และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและการขยายผลในระดับประเทศ ตลอดจนพัฒนากำลังคน นักวิจัย สัตวแพทย์ และเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนและธรรมชาติ เชิงบวก หรือ Nature Positive

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาแนวทางหรือมาตรการเชิงรุกเพื่อลดภัยคุกคามและเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ อาทิ การอนุรักษ์พะยูน โลมาอิรวดี และการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา 2. การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล อาทิ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยเพื่อรับมือปัญหายูโทรฟิเคชัน และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน และ 3. การลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเลและการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเลอย่างสมดุล โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาแนวทาง เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล อาทิ การจัดระเบียบและบริหารจัดการเรือท่องเที่ยว การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลที่คำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ





