เวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชงจัดประชุมต่างประเทศครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เดินหน้าความร่วมมือด้าน AI -วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
เวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชงจัดประชุมในต่างประเทศครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เดินหน้าความร่วมมือด้าน AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
กรุงเทพฯ ประเทศไทย 22 กันยายน 2569 — การประชุมเวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 (2026 Tengchong Scientists Forum Bangkok Conference) เปิดฉากขึ้นในสัปดาห์นี้ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมโยงโลกด้วยปัญญา AI พลิกโฉมอนาคตแห่งวิทยาศาสตร์ชีวภาพ”

ผู้เข้าร่วมถ่ายภาพหมู่ในพิธีเปิดการประชุม TSF กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 21 กันยายน 2569 (ภาพ: TSF)
การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมในต่างประเทศครั้งแรกของเวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง (Tengchong Scientists Forum: TSF) และเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของชุดกิจกรรม “TSF Global Science Dialogue” อีกทั้งยังถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา TSF สู่ระดับนานาชาติ
งานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 20–22 กันยายน โดยรวบรวมนักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรม และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศมากกว่า 300 คน จากกว่า 10 ประเทศและภูมิภาค เข้าร่วมหารือโดยมุ่งเน้นประเด็นปัญญาประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ นวัตกรรมสุขภาพ และการต่อยอดผลงานทางวิทยาศาสตร์สู่การประยุกต์ใช้ข้ามพรมแดน

การประชุม TSF กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 เปิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย (ภาพ: TSF)
การประชุมครั้งนี้จัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย และสำนักงานคณะกรรมการจัดงานเวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง ร่วมจัดโดยศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรมของสภาวิทยาศาสตร์จีน (กรุงเทพฯ) ศูนย์เวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Yunnan Baiyao Group Co., Ltd. สถาบันการจัดการการบริการแห่งเอเชีย (Asian Institute of Hospitality Management) หอการค้าจีนในประเทศไทย (The Chinese Chamber of Commerce of Thailand) และสมาคมการค้าไทย–จีน (Thai-Chinese Commerce Association)
พิธีเปิดตอกย้ำความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ไทย–จีน
พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย ศ. สวี่ จื้อหง ประธานร่วมของ TSF สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์จีน และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยปักกิ่ง; ศ. ไป๋ ชุนหลี่ ประธานการประชุม สมาชิกและอดีตประธานสภาวิทยาศาสตร์จีน และสมาชิกคณะที่ปรึกษา TSF; นางสาวเพ็ญนภา กาญจนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม; นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย; นายเฉิน เฟิงเว่ย เลขาธิการสถาบันวิจัยขั้นสูงเซี่ยงไฮ้ สังกัดสภาวิทยาศาสตร์จีน; และ ศ. นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้เข้าร่วมพิธีได้กล่าวสุนทรพจน์ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน และการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่เปิดกว้าง มีความไว้วางใจ และเอื้อประโยชน์ร่วมกัน การประชุมช่วงดังกล่าวดำเนินรายการโดย ศ. ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุม TSF กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 (ภาพ: TSF)

ศ. สวี่ จื้อหง สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์จีนและประธานร่วมเวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง กล่าวในพิธีเปิดการประชุม TSF กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 (ภาพ: TSF)

ศ. ไป๋ ชุนหลี่ สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์จีนและประธานการประชุม กล่าวในพิธีเปิดการประชุม TSF กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 (ภาพ: TSF)
ศ. สวี่ จื้อหง กล่าวว่า ความร่วมมือถือเป็นคุณลักษณะสำคัญของ TSF มาโดยตลอด พร้อมระบุว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ เป็นก้าวแรกของการขยายบทบาท TSF สู่ระดับนานาชาติ โดยอาศัยจุดแข็งของไทยในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงความสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นระหว่างจีน ไทย และอาเซียน
ด้าน ศ. ไป๋ ชุนหลี่ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ไม่มีพรมแดน ในการรับมือกับความท้าทายระดับโลกที่ทุกฝ่ายเผชิญร่วมกัน นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายควรเสริมสร้างความร่วมมือแบบเปิด ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน และร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรม
นางสาวเพ็ญนภา กาญจนะ กล่าวว่า จีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะที่ไทยมีศักยภาพในการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ตลอดจนการยกระดับความร่วมมือด้าน AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพระหว่างจีน ไทย และอาเซียน เพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์และโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ภูมิภาคในอนาคต
AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพเป็นประเด็นสำคัญของการประชุม
ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เน้นย้ำถึงศักยภาพของ AI ในการเสริมขีดความสามารถของสติปัญญามนุษย์ มากกว่าการเข้ามาแทนที่มนุษย์ พร้อมชี้ว่า การผสานศักยภาพของ AI เข้ากับความสามารถของมนุษย์เป็นสาขาความร่วมมือที่สำคัญระหว่างไทย จีน และอาเซียน
ศ. ดร.ยศชนัน ยังได้นำเสนอภารกิจ 5 ด้านของโครงการ Thailand Brain Initiative ได้แก่ Compute Better (ประมวลผลได้ดียิ่งขึ้น), Live Better (ใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น), Learn Better (เรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น), Recover Better (ฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น) และ Experience Better (มีประสบการณ์ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น) ซึ่งครอบคลุมการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ การเรียนรู้ สุขภาพและการฟื้นฟู ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงบทบาทที่ไทยอาจมีในฐานะฐานการทดสอบทางคลินิกและประตูสู่ภูมิภาค โดยเชื่อมโยงขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของจีนในด้าน AI และส่วนต่อประสานสมอง–คอมพิวเตอร์ เข้ากับระบบนิเวศด้านสาธารณสุขของไทยและตลาดอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน พร้อมเน้นย้ำถึงโอกาสในการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี การตรวจสอบยืนยันทางคลินิก การปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทท้องถิ่น และการขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีประสาทในวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาค
ดร. เฉิง จิง สมาชิกสภาวิศวกรรมศาสตร์จีนและศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิงหัว นำเสนอหัวข้อ “การพลิกโฉมการปฏิบัติด้านการแพทย์แผนจีนด้วย AI” (Transforming the Practice of TCM by AI) โดยแสดงให้เห็นนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในด้านการคัดกรองโรค การวินิจฉัย การรักษาเฉพาะบุคคล และการตรวจวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยยกระดับการแพทย์แผนจีนให้ทันสมัยและส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบแม่นยำ
นายเซี่ย ลี่เสวีย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Infinigence AI กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมจีนกำหนดอนาคต AGI ที่ทุกคนมีส่วนร่วม” (Chinese Innovation Shapes an Inclusive AGI Future) โดยนำเสนอจุดแข็งเชิงระบบของจีนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และวิสัยทัศน์ในการร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเปิดกว้างและครอบคลุมในระดับใหญ่
การประชุมช่วงปาฐกถาพิเศษดำเนินรายการโดย นางสาวหลิว ฉาง รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สภาวิศวกรรมศาสตร์จีน และรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมณฑลยูนนาน
ภายในงานยังมีวงเสวนา 3 ช่วง ซึ่งครอบคลุมมิติต่าง ๆ ของความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับภูมิภาค โดยวงเสวนา Frontier Perspectives · Leaders Dialogue ภายใต้หัวข้อ “สร้างฉันทามติด้วยวิทยาศาสตร์: ความร่วมมือเพื่ออนาคตร่วมกัน” (Building Consensus Through Science: Cooperation for a Shared Future) ดำเนินรายการโดย ศ. จอร์จ เอฟ. เกา สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์จีน รองผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ของสภาวิทยาศาสตร์จีน และสมาชิกคณะกรรมการวิชาการของ TSF
ผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางรักษาความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ให้เปิดกว้างและอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการวิจัยจาก AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ตลอดจนแนวทางที่จีน ไทย และอาเซียนจะร่วมกันสร้างเครือข่ายนวัตกรรมระดับภูมิภาคในระยะยาว

วงเสวนาผู้นำในหัวข้อ “สร้างฉันทามติด้วยวิทยาศาสตร์: ความร่วมมือเพื่ออนาคตร่วมกัน” ดำเนินรายการโดย ศ. จอร์จ เอฟ. เกา (ภาพ: TSF)
วงเสวนาอีก 2 หัวข้อ ได้แก่ “แนวหน้าความร่วมมือด้าน AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ” (Frontiers of AI and Life Sciences Cooperation) และ “การค้นพบยาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการยกระดับการแพทย์แผนดั้งเดิมสู่ความทันสมัย” (AI-Enabled Drug Discovery & Modernization of Traditional Medicine) ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากจีนและไทยมาร่วมหารือเกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ AI การแพทย์แม่นยำ ความร่วมมือด้านการวิจัยข้ามพรมแดน การค้นพบยาด้วย AI การยกระดับการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนไทยสู่ความทันสมัย รวมถึงการนำผลงานนวัตกรรมชีวการแพทย์ไปสู่การประยุกต์ใช้จริง
ประกาศผลลัพธ์สำคัญด้านความร่วมมือ
ภายในพิธีเปิดมีการประกาศผลลัพธ์สำคัญด้านความร่วมมือ 2 รายการ โดยมหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิงและมหาวิทยาลัยมหิดลได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อร่วมกันจัดตั้ง “KMU Medical College in Collaboration with MU” ซึ่งเป็นสถาบันความร่วมมือระหว่างจีนกับต่างประเทศ มุ่งดำเนินหลักสูตรการศึกษาร่วมกันในสาขาการพยาบาล สาธารณสุข และกายภาพบำบัด รวมถึงความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาคณาจารย์ และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ

พิธีลงนามระหว่างมหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิงและมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อจัดตั้ง KMU Medical College in Collaboration with MU (ภาพ: TSF)
นอกจากนี้ บริษัท Walvax Biotechnology Co., Ltd. บริษัท Yunnan ASXAN Biotech Co., Ltd. มหาวิทยาลัยยูนนาน มหาวิทยาลัยบูรพา และบริษัท JSP Pharmaceutical Manufacturing (Thailand) Public Co., Ltd. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ 5 ฝ่าย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมนานาชาติ
ห้องปฏิบัติการดังกล่าวจะมุ่งเน้นด้านชีวการแพทย์และการผลิตทางชีวภาพ โดยบูรณาการทรัพยากรด้านการวิจัยและภาคอุตสาหกรรมของจีนและไทย เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสุขภาพ ครอบคลุมจีน เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุม Yunnan Baiyao ได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน “มาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพช่องปาก” (New Oral Health Standard) ในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาบนพื้นฐานของการวิจัยสามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพในชีวิตประจำวันของตลาดในภูมิภาคได้อย่างไร

คณะผู้แทนการประชุมเยี่ยมชมคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (ภาพ: TSF)
การประชุมที่กรุงเทพฯ ประกอบด้วยปาฐกถาระดับสูง การเสวนาประเด็นแนวหน้า การลงนามความร่วมมือ กิจกรรมโรดโชว์นำเสนอโครงการ กิจกรรมเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเยี่ยมชมสถาบันวิจัยและภาคธุรกิจ โดยได้รับการออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเชิงปฏิบัติที่เชื่อมโยงการหารือเชิงนโยบาย การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และการนำนวัตกรรมไปสู่การปฏิบัติ
TSF ขยายวิสัยทัศน์สู่ระดับโลก
เวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชงริเริ่มร่วมกันโดย กู้ ปิ่งหลิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยชิงหัว; สวี่ จื้อหง อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยปักกิ่ง; และ เหรา จื่อเหอ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยหนานไค โดยยึดหลัก “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำพาอนาคต” และมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการขั้นสูง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และภาคการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างจีนกับเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2565 (ค.ศ. 2022) เวทีดังกล่าวได้เติบโตขึ้นเป็นแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลในจีน และได้รับการบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการของการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (Global Civilizations Dialogue Ministerial Meeting)
การประชุมที่กรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา TSF จากแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ สู่แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศ และจะเป็นต้นแบบในการสร้างกลไกการเสวนาและความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศที่จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและครอบคลุมหลายภูมิภาค

